 |
|
 |
|
 |
|
 |
|
 |
|
 |
|
 |
|
 |
|
 |
|
 |
|
 |
|
 |
|
|
| สถิติผู้เข้าชม |
ขณะนี้มีผู้เข้าใช้ | 2 |
ผู้เข้าชมในวันนี้ | 223 |
ผู้เข้าชมทั้งหมด | 87,440 |
|
|
|
7 มกราคม 2552
|
|
อา |
จ. |
อ. |
พ. |
พฤ |
ศ. |
ส. |
| |
|
|
|
1 |
2 |
3 |
|
4 |
5 |
6 |
7 |
8 |
9 |
10 |
|
11 |
12 |
13 |
14 |
15 |
16 |
17 |
|
18 |
19 |
20 |
21 |
22 |
23 |
24 |
|
25 |
26 |
27 |
28 |
29 |
30 |
31 |
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
แหล่งความรู้ดาราศาสตร์
|
|
วิธีถ่ายภาพดาวเคราะห์จากงบน้อย ๆ
|
 |
|
• มักจะมีผู้สนใจสอบถามวิธีการถ่ายภาพดาวทางเวปบอร์ด อยู่หลายครั้ง บางท่านลงทุนด้วยอุปกรณ์ที่มีราคาสูงเหยียบหลักแสนสำหรับงานถ่ายภาพดาวเคราะห์ ทำให้ผมตกใจมากกับจำนวนเงินดังกล่าว ซึ่งความเป็นจริงแล้วนั้น การถ่ายภาพดาวเคราะห์ สามารถกระทำได้ภายใต้งบประมาณที่ไม่ถึง 4 หมื่นบาทด้วยซ้ำ ดังนั้น ถ้าเราเริ่มต้นอย่างถูกต้องและประหยัดงบประมาณของเราไว้สำหรับการศึกษาดาราศาสตร์ในด้านอื่น ๆ ดูน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีไม่น้อยเลยทีเดียว
|
|
..เรามาทำความเข้าใจกับนิยามและประสิทธิภาพต่าง ๆ
ของอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการถ่ายภาพดาราศาสตร์กันก่อนเริ่มเรื่องนะครับ..
|
|
ขนาดหน้ากล้อง
|
ขนาดหน้ากล้องส่งผลโดยตรงกับระยะเวลาการถ่ายภาพ ยิ่งหน้ากล้องดู หรือ เลนส์ ที่ใช้สำหรับ การถ่ายภาพมีขนาดใหญ่เท่าไรความสามารถในการรับแสงก็จะเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น และรวมไปถึงระยะเวลาที่ใช้ในการถ่ายภาพดาวก็จะน้อยลง เช่นเดียวกัน
|
|
ความยาวโฟกัส
|
หลายท่านมักจะคุ้นเคยกับการวัดขนาดของภาพที่มองเห็นจากกล้องดูดาว ด้วยกำลัง ขยายที่เป็นจำนวนเท่า ซึ่งสำหรับการถ่ายภาพดาราศาสตร์นั้น จำนวนเท่า แทบจะไม่มีความหมายต่อการถ่ายภาพนั้นเลย เนื่องจากจำนวนเท่าไม่สามารถนำมาใช้งานในการคำนวณอะไรได้สะดวกเทียบเท่ากับความยาวโฟกัสของกล้องดูดาว กล่าวคือ ยิ่งกล้องดูดาวมีความยาวโฟกัสมากขึ้นเท่าไร กำลัง ขยาย ของภาพที่ได้จากกล้องดูดาว ก็จะเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น นอกจากนี้ ความยาวโฟกัส ยังสามารถนำไปคำนวณขนาด ของวัตถุท้องฟ้า หรือคำนวณขนาดภาพ ที่จะเกิดขึ้นจริง บนกล้องถ่ายรูป หรือ CCD ดาราศาสตร์ได้อีกด้วย
|
| f ratio |
สมัยแรกที่ผมศึกษาการถ่ายภาพดาราศาสตร์ ผมเป็นคนหนึ่งซึ่งมองหาแต่กำลังขยายว่ากี่เท่า ซึ่งนักถ่ายภาพดาราศาสตร์สมัครเล่นทั่วโลกเขาใช้ วิธีวัดเป็นค่า f ratio ยกตัวอย่าง เช่น กล้อง C 9.25 ถ่ายภาพดาวเสาร์ที่ f/25 ซึ่งหมายความว่า
เขากำลัง บอกถึงความยาวโฟกัสสูงสุดของกล้องตัวนี้อยู่ที่ 9.25 นิ้ว x 25 = 5781 มม.นั่นเอง
|
| fps |
frame per second หรือจำนวนภาพต่อวินาที ยิ่งมีจำนวนภาพต่อวินาทีมากเท่าไรความเร็วของการถ่ายภาพก็จะมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งสำหรับการถ่ายภาพด้วยเวปแคมแล้ว นั้นการใช้ fps ที่มากจะทำให้ได้ภาพซึ่งมีการลดความคลาดเคลื่อนเนื่องจากการเคลื่อนที่ของภาพ (อาจเนื่องมาจากอากาศ หรือจากการตั้งขาตั้งกล้อง ที่มีความสามารถ ในการตามดาวได้อย่างเพียงพอ
|
| ISO |
คือความไวแสงของฟิล์มถ่ายภาพทั่วไปซึ่งมีหลัก ๆ ที่ 100, 200, 400, 800, 1600 จะเห็นได้ว่าค่า ของ ISO จะขึ้นเป็น 2 เท่าของค่าแรกเสมอซึ่งISO ที่สูงกว่า จะให้ความไวแสงมากกว่า แต่ข้อเสียของการใช้ ISOสูง ๆ คือ ภาพที่ได้จะมีเกรนที่หยาบ (สำหรับฟิล์มทั่วไป) ส่วนกล้องประเภท Digital SLR จะมี noise ของภาพเกิดขึ้นมามากกว่าปกติ
|
|
ระยะเวลา
การเปิดหน้ากล้อง
|
ระยะเวลาในการเปิดหน้ากล้องนั้นสำคัญต่อความสว่างของภาพเป็นอย่างมาก ยิ่งถ้า ในกรณีที่เราเปิดหน้ากล้องไว้นาน ภาพที่ได้ก็จะมีความสว่างมากด้วย แต่อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ใช้กล้องถ่ายภาพประเภท DSLR แล้วนั้น Noise ก็จะเกิดขึ้นมากตามไปด้วย ซึ่งทำให้ภาพเหมือนการตกกระ
|
|
ลักษณะวัตถุที่ต้องการจะถ่ายภาพดาราศาสตร์ วัตถุต่าง ๆ ที่จะถ่ายภาพดาราศาสตร์นั้นมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันไป ทั้ง ขนาดปรากฏบนท้องฟ้า ความสว่าง รวมถึงรายละเอียดของวัตถุที่จะถ่าย ซึ่งจากองค์ประกอบต่างๆ นี้ผนวกกับงบที่จะต้องลงทุนสำหรับการถ่ายภาพแล้วนั้น จะสามารถแยกประเภทของการถ่ายภาพออกเป็น 3 ประเภทด้วยกัน
|
|
• ถ่ายภาพดวงจันทร์ และ ท้องฟ้าในมุมกว้าง (ใช้งบประมาณต่ำสุด [ประมาณ 15,000-35,000 บาท], ภาพที่ได้จะ เป็นภาพของดวงจันทร์ และกลุ่มดาว)
|
|
• ถ่ายภาพดาวเคราะห์ หรือภาพมุมกว้างที่ใช้เวลาการเปิดหน้ากล้องนาน (ใช้งบประมาณปานกลาง [ตั้งแต่ประมาณ
40,000-60,000 บาท], ภาพที่ได้จะได้เป็นดาวเคราะห์ แกแลกซี่ และดาวหาง)
|
|
• ถ่ายภาพวัตถุท้องฟ้า (Deep Space) (ใช้งบประมาณสูงสุด [ประมาณ 70,000 บาท ขึ้นไป], ภาพที่ได้คือภาพของดาราจักร แกแลกซี่ที่ต้องใช้กำลังขยายภาพที่ค่อนข้างสูงและมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
|
|
..แต่เนื่องจากรายละเอียดของการถ่ายภาพแต่ละประเภท มีค่อนข้างมาก และจากการพิจารณาถึงความท้าทายในการถ่ายภาพต่องบประมาณแล้วนั้นผมจึงตัดสินใจเลือกที่จะนำเสนอเรื่องของการถ่ายภาพดาวเคราะห์ในราคาประหยัด โดยวิธีการถ่ายภาพแบบนี้เป็นวิธีสร้างภาพขึ้นโดยตรง (Prime Focus) โดยกล้องดูดาวทำหน้าที่เป็นเลนส์รวมแสงและภาพให้กับกล้องถ่ายภาพ ซึ่งในที่นี้ใช้กล้อง เวปแคม ภาพที่ได้จากเวปแคมจะไม่ใช่ภาพเดี่ยว ๆ ซึ่งเราถ่ายมาจากกล้องทั่วไป แต่ภาพที่ได้เป็นหนังขนาดสั้นๆ ซึ่งมีความละเอียดถึง 640x480 pixel เทียบเท่ากับภาพยนต์ที่ถูกบรรจุในแผ่น DVD เลยทีเดียว โดยภาพรวมของการถ่ายภาพคือ การติดตั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ การถ่ายภาพ และการประมวลผลภาพที่ได้ (image processing)..
|
|
1. กล้องดูดาวขนาดหน้ากล้องตั้งแต่ 80 มม. ขึ้นไป
(ตัวอย่างที่นำมาทดสอบใช้กล้อง Maksutov Cassegrain ขนาด 90 มม.)
|
ราคาประมาณ 16,000 บาท
|
| 2. ขาตั้งกล้องแบบ Equatorial (EQ 4) พร้อมมอร์เตอร์ตามดาวอย่างน้อย 1 แกน |
ราคาประมาณ 14,000 บาท |
| 3. เลนส์บาโรวส์ ขนาด 2 X |
ราคาประมาณ 1,000 บาท |
| 4. Philips ToUcampro II 840 |
ราคาประมาณ 5,500 บาท
|
| 5. Adaptor 1.25” สำหรับกล้องเวปแคม |
ราคาประมาณ 1,300 บาท
|
| 6. BAADER UV-IR cut filter |
ราคาประมาณ 3,200 บาท |
|
รวม
|
40,000 บาท |
 |
 |
1. จัดการกับเจ้าเวปแคม
แน่นอนครับ การถ่ายภาพด้วยเวปแคมต้องมีคอมพิวเตอร์ และ เราจะต้องลงโปรแกรมให้เรียบร้อยก่อน เราควรลองใช้งานมันดูโดยใช้เลนส์ที่ติดมากับตัวกล้องดูก่อนว่าใช้งานได้ตามปกติหรือเปล่า ถ้าใช้งานได้แล้ว ให้เราต่อแอดปเตอร์ขนาด 1.25 นิ้ว เข้ากับตัวเวปแคมดังรูป
|
|
อันที่จริงแล้ว ตอนนี้เวปแคมนี้จะพร้อมสำหรับการถ่ายรูปแล้ว แต่เนื่องจากตัวชิปที่รับแสงของเวปแคม นั้นมันค่อนข้างไวต่อแสงอินฟราเรด ดังนั้น เราจึงต้องทำการใส่ BAADER UV-IR cut filter เพื่อตัดแสงอินฟราเรดส่วนเกินออกไป ซึ่งจะทำให้ภาพที่ได้ไม่เกิดสีแดงจนเกินเหตุ
|
|
ท่านผู้อ่าน อาจมีคำถามในใจว่า ทำไมต้องเจ้าเวปแคมของ Philips รุ่น ToUcampro II 840 ล๊อคเสปคกันหรือเปล่า ราคาแพงกว่าเวปแคมทั่วไปเกือบ 10 เท่า ซึ่งอันที่จริงแล้ว เวปแคมอะไรก็ได้นะครับที่มีความไวแสงสูงๆ ครั้งหนึ่งผมเองซึ่งเป็นคนที่ชอบลองครับ อยากรู้ว่าเวปแคมอะไรมีความไวแสงแค่ไหน ถ้าใช้เวปแคมตัวละ 500 บาทถ่ายรูปดาวได้หละก็คงจะประหยัดเงินลงไปได้หลายตังค์เลยทีเดียว ปรากฏว่ามืดครับ สนิทเลย ขนาดแสงไฟตามถนน ก็ยังไม่เห็นรายละเอียดอะไรเลยครับ
|
2. ตั้งขาตั้งกล้องดูดาว
..เป็นที่ทราบกันอยู่ว่าโลกเราหมุนรอบตัวเอง เลยทำให้ดาวบนฟ้า หมุนรอบโลกไปด้วยดังนั้นเราจึงต้องใช้ขาตั้งกล้องดูดาวที่สามารถตามดาวได้ ดังนั้นขาตั้งกล้องดูดาว แบบ equatorial จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น โดยวิธีการตั้งขาสามารถใช้วิธีโดยประมาณได้ ไม่จำเป็นต้องทำการปรับขาตั้งกล้องดูดาวด้วย declination drift แต่ถ้าจะใช้วิธี drift ดาวแล้วหละก็ สุดยอดเลยครับวิธีตั้งขาตั้งกล้องโดยประมาณสามารถทำได้ตามขั้นตอนต่อไปนี้
..เนื่องจากแกนแม่เหล็กของโลกเราและแกนโลกหมุน มันอยู่คนละจุดกัน โดยข้อมูลล่าสุดของขั้วสนามแม่เหล็ก สามารถดูได้ จาก เวป http://geomag.usgs.gov ซึ่งจากภาพตัวอย่างจะเห็นว่า ตัว N ซึ่งเป็นแกนแม่เหล็กของโลกปัจจุบันมีจุดศูนย์กลางอยู่ใกล้ ๆ กับเกาะ Greenland ซึ่งเมื่อทำการ project มุมของแกนแม่เหล็ก (ประมาณ 80 องศาเหนือ และ 110 องศาตะวันตก) กับมุมของประเทศไทยแล้วนั้น จะได้มุมอยู่ที่ประมาณ 5.3 องศา
2.1
ใช้เข็มทิศที่มีความแม่นยำเป็นตัวเล็งแนวของทิศเหนือในเบื้องต้น การวางเข็มทิศ ก็ไม่ควรวางใกล้กับขาตั้งกล้องดูดาว หรือวัตถุที่เป็นเหล็ก เพราะเข็มทิศอาจชี้ทิศผิดได้
แต่อย่างไรก็ตามจากความรู้เดิม ๆ ของนักดาราศาสตร์ สมัครเล่นซึ่งอาจยังเข้าใจผิดเรื่อง variation ของสนามแม่เหล็กนั้น เช่นให้เล็งแกนของขาตั้งกล้องตามแนวของเข็มทิศแต่ปัดออกไปทางทิศตะวันตกประมาณ 5 องศา อันเนื่องมาจากสนามแม่เหล็กโลกนั้นไม่ได้อยู่ทางทิศเหนือพอดี แต่อยู่ออกไปทางหมู่เกาะ Green Land ซึ่งความเป็นจริงนั้น เราไม่จำเป็นต้องปรับแก้ค่านี้ในประเทศไทย ซึ่งความผิดพลาดอย่างมากสุด อยู่ที่ประมาณ 1 องศาเท่านั้น (แถวกรุงเทพ 0.5 องศา) ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับต่างประเทศในบางที่ |
|
 |
2.3 ปรับมุมเงยของขาตั้งกล้อง ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เช่น อยู่ที่ กรุงเทพฯ ก็ทำการปรับมุมเงยของขาให้อยู่ประมาณ 13 องศา และถ้า อยู่แถวเชียงใหม่ ก็ ปรับให้ขึ้นไปซัก 15 องศาเลยก็ได้ ในขณะที่ผู้ที่ตั้งกล้องอยู่แถวหาดใหญ่ อาจใช้มุมเงยประมาณ 9 องศา
|
2.2 ทำการปรับระดับของขาตั้งกล้องดูดาวให้อยู่ในระนาบที่ขนานกับพื้น วิธีการปรับระดับนี้สามารถทำได้โดยการปรับฟองระดับของขาตั้งกล้องดูดาว การปรับนี้ก็ไม่ยากนะครับ เพียงแค่พยายามนึกไว้ในใจว่า ฟองอากาศไปทางไหน ขาตั้งกล้องด้านนั้นก็จะสูงเป็นพิเศษ
2.4 ทำการถ่วงน้ำหนักของกล้องดูดาว และขาตั้งกล้องดูดาวให้เรียบร้อย
2.5 ติดตั้งมอร์เตอร์ตามดาว |
3. เล็งดาวเคราะห์ที่ต้องการจะถ่ายภาพ
โดยใช้เลนส์ใกล้ตาที่มีความยาวโฟกัสสูง ๆ ก่อน เพื่อมองภาพในมุมกว้าง (ประมาณ 40-60 เท่า) เมื่อเห็นดาวเคราะห์อยู่กลางมุมมองที่เห็นในเลนส์ใกล้ตาแล้วนั้นให้เปลี่ยนเลนส์ใกล้ตาเป็นขนาดซึ่งมีความยาวโฟกัสต่ำ ๆ (เพิ่มกำลังขยายให้ได้ประมาณ 90-120 เท่า) ที่กำลังขยายสูงขนาดนี้ถ้าเราสามารถปรับขาตั้งกล้องได้ใกล้เคียงแกนโลกแล้วนั้นดาว จะ หลุดออกจากขอบภาพได้ช้าลง และเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้กล้องเวปแคม ให้นำกล้องเวปแคมที่ประกอบ adaptor ในขั้นตอนก่อนหน้านี้มาประกอบเข้ากับตัวกล้องดูดาว โดยเสียบเข้าแทนที่เลนส์ใกล้ตา
หลังจากนี้ให้ทำการปรับโฟกัส เนื่องจากเลนส์ใกล้ตาจะใช้ระยะโฟกัสที่สั้นกว่ากล้องเวปแคม (ในกล้องดูดาวแบบหักเหแสงจะยืด focuser มากกว่า) โดยสามารถสังเกต ผังการเดินทางของแสงในการใช้เลนส์ใกล้ตามองภาพและ เวปแคมในการถ่ายภาพ จากรูปต่อไปนี้ เนื่องจากเราใช้กล้องดูดาวประเภท Maksutov-Cassegrain ซึ่งมีการปรับโฟกัส โดยการปรับการเคลื่อนที่ของกระจกหลัก (primary mirror) ดังนั้นเราต้องทำการปรับโฟกัส ให้ยาวมากขึ้น เพื่อขยับจุดโฟกัสของภาพให้เข้าสู่ชิปรับแสงของเวปแคมนี้ ซึ่งจะทำให้เกิดภาพของดาวที่เราจะถ่ายได้
|
|

|
4. ถ่ายด้วยเวปแคม
เราต้องทำการเปิดโปรแกรมที่ควบคุมเวปแคมจากโฟล์ดเดอร์ Philips ToUcam Camera ซึ่งในโฟล์ดเดอร์นั้นจะมีอีกหลายไอคอนให้เลือกใช้งาน แต่ไอคอนที่ใช้งานจริงมีอยู่แค่อันเดียวคือ Philips VRecord เมื่อเปิดขึ้นมาแล้วนั้นจะได้หน้าจอดังต่อไปนี้
|
 |
| |
 |
|
• ขั้นตอนการตั้งค่าต่าง ๆในครั้งแรกของการใช้เวปแคมเป็นไปดังนี้นะครับ •
|
|
4.1 ตั้งอุปกรณ์ใช้งาน โดยเลือกในหัวข้อ Devices และให้ทำการเลือกถูกข้างหน้า Philips ToUcam Pro Camera: Video และ Philips ToUcam Pro Camera: Audi
|
 |
|
4.2 Preview ให้เราเข้าไปในหัวข้อ Option ทำการเลือกเครื่องหมายถูกหน้า Preview ซึ่งจะทำให้เราสามารถเห็นภาพจากกล้องได้ ผมเคยมีประสบการณ์ที่ลืมเลือกเครื่องหมายถูกที่ Preview ทำให้ต้องไปนั่งตรวจสอบ driver สายต่อ ฯลฯ
|
 |
|
4.3 ยกเลิกการบันทึกเสียง เพราะเราคงไม่ได้ยินเสียงของดวงดาวหรอกนะครับ เราเลยลบเครื่องหมายถูกในหัวข้อ Capture และ Capture Audio ออก
|
|

|
| |
|
..ขั้นตอนตั้งค่าเวปแคมก่อนการถ่ายภาพมีดังต่อไปนี้นะครับ
ควรจะทำตามขั้นตอนนี้ทุกครั้งก่อนการถ่ายภาพอย่างเคร่งครัด..
|
|
4.4 ทำการตั้งชื่อของไฟล์ที่จะใช้งาน โดยควรตั้งให้มีความหมายซักนิ้ด เช่น Jupiter-K90-2x-30f-30s.avi ซึ่งจะมีความหมายว่า นี่คือรูปดาวพฤหัส ที่ถ่ายด้วยกล้อง Konus Mortor Max 90 โดยใช้ บาโรวส์เลนส์ 2 เท่า ด้วยความเร็วชัตเตอร์ที่ 30 fps และ ระยะเวลาในการถ่าย 30 วินาที เมื่อกดเสร็จ เค้าจะถามเราว่าต้องการจะ จำกัดขนาดของภาพหรือไม่ ถ้าไม่จำกัดให้กด ok ผ่านไปได้เลยนะครับ สมมุติว่า ถ่ายดาวพฤหัสเสร็จแล้ว และอยากถ่ายภาพดาวเสาร์อีก ปรากฏว่าเล็งดาวเสาร์ได้ปั๊บ ถ่ายเลย งานนี้คงมีเฮ เพราะภาพดาวพฤหัสที่ถ่ายก่อนหน้านี้จะมลายหายไปในพริบตา เพราะฉะนั้น อย่าลืมเปลี่ยนชื่อไฟล์ที่จะถ่ายทุกครั้งนะครับ
|
 |
|
 |
|
4.5 ตั้งขนาดภาพ เข้าไปในหัวข้อOptions แล้วเลือก Video Format… แล้วทำการเลือก Output Size เป็น 640 x 480 pixel ส่วนหัวข้ออื่น ๆ ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ ไม่ได้ใช้งาน ไม่ต้องยุ่งอะไรกับมัน
|
 |

|
|
4.6 ตั้ง frame rate ให้เหามะสม ซึ่งการตั้งก็ไม่มีอะไรมากครับ แต่ต้องเข้าใจมัน อย่างที่หนึ่งคือ ถ้าใช้ fps สูง ๆ ภาพที่ได้จะสามารถลดผลกระทบจากชั้นบรรยากาศได้ดีขึ้น และสามารถใช้ในการลดความสว่างของภาพที่จะถ่ายด้วยครับ แต่ข้อเสียของมันคือ ถ้าใช้มากเกินไป บางภาพอาจมีความมืด จนไม่สามารถนำไปใช้งานได้ วิธีการตั้งคือไปที่หัวข้อ Capture แล้วเลือกไปที่ Set Frame Rate… ซึ่งจะต้องเลือกถูกที่ Use Frame Rate และตั้งค่าที่เราต้องการ โดยทั่วไปใช้อยู่ที่ประมาณ 30 fps แล้วค่อยเลือกกด OK
|
| |

 |
|
4.7 ตั้งระยะเวลาการถ่ายภาพสามารถตั้งได้โดยไปที่หัวข้อ Capture แล้วเลือกไปที่ Set Time Limit… หลังจากนั้นเลือกระยะเวลาที่ต้องการ โดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 30 วินาที ซึ่งจะต้องเลือกถูกที่ Use Time Limit และตั้งค่าที่เราต้องการ แล้วค่อยเลือกกด OK ถ้าลืมกด ก็คงมีเฮอีกเหมือนกัน เราอาจจะรอให้มันหยุดแต่มันไม่หยุด ถ่ายไป 2 นาทีแล้วยังมีเลย
|
 |
 |
|
..ความสัมพันธ์ของ fps กับระยะเวลาอยู่ที่ จำนวนภาพที่จะเกิดขึ้น โดยทั่วไปถ้าเราเซต fps ที่ 30 และ 30 วินาที ภาพที่จะได้จะอยู่ที่ 900 ภาพ ดังนั้นถ้าเราอยากได้ภาพในปริมาณที่มากกว่านี้ เราสามารถเพิ่มไปได้เรื่อย ๆ แต่โปรแกรมที่จะมาประมวลภาพถัดไป เขาจำกัด ขนาดของไฟล์ avi ไว้ที่ 2 Gbytes ซึ่งโดยเฉลี่ย 900 รูป จะกินเนื้อที่ประมาณ 350 Mbytes ดังนั้นเราคงต้องคำนวณกันนิ้ดนึงหละครับว่าจะถ่ายภาพที่ fps เท่าไหร่ และได้ในระยะเวลาเท่าใดแต่ทาง Registax เค้าก็ไม่ได้ขัดใจเรานะครับ ถ้าเราจะใช้ภาพที่มาประมวลผลซัก 10000 ภาพ เพียงแต่ว่า เราต้องถ่ายเป็นชอตสั้น ๆ ซัก 10 ชอต เท่านั้นเอง..
|
|
4.8 เซ็ต Properties วิธีการเซ็ตก็ไม่ยุ่งยากวุ่นวายอะไร เพียงแค่ เข้าไปที่ Options แล้วเลือก Video Properties… แผ่นรายละเอียดแรกที่ต้องสังเกตคือ Image Controls ใช้สำหรับปรับภาพที่ได้มา ซึ่งเราไม่ควรไปแต่งเติมอะไรมากนัก แต่ควรปฏิบัติตามต่อไปนี้
|

 |
| |
• เลือกเครื่องหมายถูกที่อยู่บนคำว่า Full auto มุมบนขวาออก
• เซต fps ที่ 30
• Brightness, Gamma, Saturation ให้เลือกไว้ที่ตรงกลาง
• Mode Black and White และ Mirror image ไม่ต้องเลือกเครื่องหมายถูก
..ทั้งหมดนี้สามารถไปตกแต่งได้ในขั้นตอนการใช้ Registax.. |
|
4.9 เซ็ต Camera Control ตรงนี้อีกเช่นกัน ให้เอาเครื่องหมายถูกหน้า auto ออกให้หมด โดยเซ็ต red blue ใน white balance ให้อยู่ตรงกลาง ส่วนในหัวข้อ Exposure ให้เลือก shutter speed ใกล้เคียงกับที่เราจะใช้คือ 1/33 วินาที และหัวใจของการถ่ายภาพอยู่ที่ Gain ตัวแปรนี้เป็นตัวแปรที่ใช้สำหรับเพิ่มการขยายสัญญาณจากกล้อง เวปแคมมาที่คอมพิวเตอร์ ซึ่งการขยายสัญญาณที่มากเกินไป จำทำให้เกิด noise ขึ้น และจะทำให้คุณภาพของภาพต่ำลง
|
 |
• ดังนั้นการเลือก gain ให้เหมาะสม จึงเป็นสิ่งดีที่สุด ถ้าเลือกค่อนข้างมากเกินไปและดูแล้วภาพมี noise เยอะ เราอาจเปลี่ยน fps ให้ต่ำลง เพื่อให้ปริมาณสัญญาณภาพเข้มขึ้นและจะทำให้ใช้ gain ได้น้อยลงตามไปด้วย |
|
4.10 ชัตเตอร์ “กด ติด ภาพดาว” ถึงเวลาได้ถ่ายภาพซักที เข้าไปเลือกที่ Capture แล้วเลือก Start Capture เลย มันจะขึ้นข้อความถามเราว่าจะยืนยันหรือไม่ ก่อนจะกด OK ขอให้ตรวจทานให้ดีก่อนว่า ภาพที่เราต้องการจะถ่าย อยู่ในมุมที่ต้องการหรือไม่ เราอาจหมุนเวปแคมเพื่อจัดองค์ประกอบของภาพสมบูรณ์ หรือใช้สำหรับชดเชยการเคลื่อนที่ของภาพก็ได้ ส่วนบางคนอาจร้องออกมาว่า มันหายไปไหนแล้ว ดาวมันหายไปไหนแล้ว ก็แสดงว่าท่านกำลังอ่านบทความนี้ไปและกำลังปฏิบัติตามไปด้วย ถ้าทุกอย่างสมบูรณ์แล้วก็ กด OK กันเลยนะครับจะได้ภาพถ่ายสวย ๆ ของเราซะที
|
 |
 |
|
4.11 Dark Frame วิธีการทำ dark frame ก็ไม่ยากนะครับ สามารถทำได้หลังจากการถ่ายภาพเสร็จ ก็แค่ถอดกล้องเวปแคมออกจากช่องเสียบเลนส์ใกล้ตา แล้วหากระดาษสีดำทึบ ปิดที่หน้ากล้องไว้ ให้เพียงแค่เปลี่ยนชื่อภาพจากข้อ 4.4 เป็น darkframe.avi แล้วใช้ตัวแปรที่เซตขึ้นมาทั้งหมดเหมือนเดิม เราก็จะได้หนังดำ ซึ่งมีแต่ noise จุด ๆ วิ่งไปมา ซึ่ง dark frame นี้จะนำไปใช้ในการแก้ noise โดยใช้ Registax ต่อไป
5. ประมวลผลภาพ
เนื่องจากเมื่อไม่นานมานี้โปรแกรม Registax ได้ออกรุ่นใหม่คือ Registax 4.0ดังนั้นวิธีการประมวลผลภาพจะใช้ Registax รุ่นใหม่นี้ ซึ่งสามารถหา Download ได้จากลิงค์ดังต่อไปนี้
http://www.astronomie.be/registax/
แล้วเลือก download version 4 เมื่อเปิดโปรแกรมขึ้นมาจะมีหน้าจอดังต่อไปนี้
สาเหตุที่ต้องถ่ายภาพด้วยกล้องเวปแคมแล้วนำมาประมวลผลด้วยโปรแกรม Registax เนื่องจาก ความปวนแปรของอากาศเหนือพื้นโลกซึ่งทำให้เมื่อเราส่องกล้องดูดาวแล้วเราพบว่าภาพที่ได้นั้นมีการกระเพื่อม ยกตัวอย่างจากภาพดาวอังคารทั้ง 2 ซึ่งถ่ายจากกล้องดูดาวเดียวกันเวลาเดียวกัน ห่างกันไม่เกิน 30 วินาที ได้ทำการคัดภาพที่ดีที่สุด และแย่ที่สุดจากทั้งหมด 901 ภาพมาเปรียบเทียบกัน
ภาพที่ได้จะมีรายละเอียดที่ต่างกันอย่างเห็นได้ชัด โดยดูจากลาย ตรงกลางซึ่งคล้ายรูป ตัว Y รูปที่เป็นภาพดี จะเห็นลายจาง ๆ รูปตัว Y ของดาวอังคาร ในขณะที่ภาพที่ไม่ดีจะมองไม่ออกเลยว่ามีลายเป็นรูปอะไรอาจจะเห็นเพียงแค่ขา ตัว Y เท่านั้น ซึ่งตัวอย่างภาพที่ได้รับการประมวลผลแล้วจะเป็นดังรูปที่ประมวลผลแล้วซึ่งมีรูปคล้ายตัว Y อย่างชัดเจน
|
 |
|
 |
|
 |
| ภาพที่ดีอันดับที่ 1 |
|
ภาพที่แย่อันดับสุดท้าย
|
|
ภาพที่ได้รับการปรับแต่ง
จากโปรแกรม Registax แล้ว
|
ภาพรวมของการทำ image processing โดยใช้ โปรแกรม registax มีดังนี้
|
1. เรียงภาพ (alignment) ให้ภาพที่ต้องการอยู่ตรงกลางและเรียงลำดับคุณภาพของภาพไปในตัว
2. จัดความสมบูรณ์ของภาพ (Optimize) จัดเรียงภาพให้ต่อเนื่องและใกล้เคียงกันมากขึ้นกว่าเดิมเพื่อนำไปรวมภาพในขั้นตอนถัดไป
3. รวมภาพ (stack) นำภาพทั้งหมดมารวมเป็นภาพเดียว ทำให้จุดที่มีความคมชัดจัดเจนยิ่งขึ้น
4. ปรับปรุงภาพ (wavelet) เป็นการปรับความคมชัดของภาพที่ได้รับการรวมภาพแล้ว
หน้าตาของโปรแกรม Registax เป็นไปดังรูปต่อไปนี้ โดยมีส่วนประกอบต่าง ๆ ตามหมายเลขต่อไปนี้
|

|
1. ขั้นตอนหลัก ๆ ของการทำ image processing ได้แก่
• Align
• Optimize
• Stack
• Wavelet
• Final
• about
2. ส่วนจัดการ file เช่นไปเอาไฟล์จากที่ไหน folder อะไร จะมีการทำ dark frame ด้วยหรือไม่ ฯลฯ
3. ส่วนจัดการกับโครงการภาพที่ทำอยู่ บางทีเราอาจกำลังนั่งประมวลผลภาพอยู่แต่ปรากฏว่ามีการถ่ายทอดสดฟุตบอล Liverpool ปะทะ Manchester เราก็เซฟมันเก็บไว้ทำทีหลังก็ได้
4. – 9. เป็นรายละเอียดของการทำ alignment ซึ่งจะแนะนำในหัวข้อถัดไป
เริ่มขั้นตอนการประมวลผลภาพทีละขั้นไปด้วยกันเลยนะครับ
|
|
5.1 เปิดภาพใช้งานทั้งหมด กดปุ่ม Select ให้เราเลือกไฟล์ VDO ที่เราได้ถ่ายจากเวปแคมไว้ ซึ่งข้อจำกัดของการประมวลผลด้วย Registax คือ เราต้องทำให้ภาพที่ได้ มีขนาด file ที่น้อยกว่า 2 Gb ในความเป็นจริง ภาพที่ถ่ายได้นั้นจะอยู่ประมาณ 700 Mb เมื่อใช้ความเร็วในการถ่ายภาพ 25 fps เป็นระยะเวลา 60 วินาที ซึ่งถ้าเราอยากได้ภาพที่ นิ้งจริง ๆ เราอาจต้องใช้เวลามากกว่า 600 วินาที ในการคัดเลือกภาพที่ดี ๆ เพียงแค่ไม่กี่พันภาพเท่านั้น ดังนั้น ถ้าเราถ่ายภาพเกินขนาด 2 Gb เราก็จะได้ VDO เอาไว้เปิดให้ลูกหลานดูต่อไป โดยไม่สามารถนำมาประมวลผลได้ ยกเว้นจะหาโปรแกรมอะไรมาย่อย ไฟล์ VDO ให้เล็กลง วิธีการเลือกไฟล์ธรรมดาให้คลิกที่ ชื่อ ไฟล์ที่ต้องการแล้วกด open ได้เลย แต่ในกรณีที่มีไฟล์ที่ต้องการจะมาประมวลหลายไฟล์ให้เลือก ไฟล์แรกแล้วค่อยทำการกด Shift ค้างไว้ แล้วเลือกไปยังชื่อไฟล์สุดท้ายแล้วค่อยกด open ดังรูป
|
 |
|
5.2 การจัดเรียงภาพ (Align) เนื่องจากภาพแต่ละภาพที่เราได้จากเวปแคมนั้นเป็นภาพ VDO ซึ่งมีความละเอียดประมาณ 20-30 ภาพต่อวินาที โดยแต่ละภาพใช้ระยะเวลาการถ่ายแค่ประมาณ 1/20 ถึง 1/30 วินาทีเท่านั้น ทำให้เมื่อเกิดการเคลื่อนที่ของภาพ จะไม่ทำให้ภาพดังกล่าวเสีย หรือภาพเป็นแถบ แต่เราจะได้ภาพแต่ละภาพในตำแหน่งที่แตกต่างกันออกไป เช่น ภาพดาวอังคารตอนที่ถ่ายที่วินาที ที่ 1 อาจอยู่ตรงกลางของเวปแคม ในขณะที่ ภาพตอนวินาที ที่ 30 อาจอยู่มุมของภาพที่ได้จาก เวปแคมแล้วก็ได้ ซึ่งก็ไม่เสียหายอะไร โดย โปรแกรม Registax จะเป็นตัวจัดเรียงภาพให้ ซึ่งถ้าเราต้องมานั่งเรียงภาพเองซัก 900 ภาพ มันคงไม่เป็นการสนุกแน่
• ภาพทางดาราศาสตร์ที่ถ่ายด้วยกล้องประเภทอื่น อาจเป็นภาพขาวดำ แต่ในการใช้เวปแคมของ Philips ToUcam Pro นั้น จะเป็นภาพสีซึ่งเราควรเลือกเครื่องหมายถูกที่ color และ LRGB ดังตัวเลขในภาพก่อนหน้าเลข 4 โดยอย่าลืมกดปุ่ม automatic processing ด้วยนะครับ เพราะว่าจะทำให้ท่านไม่ต้องลงรายละเอียดที่ไม่จำเป็นของการประมวลผลภาพ ซึ่งถ้าท่านมีความชำนาญแล้วนั้น ท่านอาจไม่กดปุ่มนี้ แล้วเข้าไปเลือกถึงวิธีการประมวลผล ต่อไปได้
• สิ่งถัดไปที่ท่านต้องเลือกคือ Method ดังหมายเลข 5 ซึ่งเป็นการเลือกจุดที่ทำ reference โดยปกตินั้นเราเลือกแค่ จุดเดียวก็พอ Default (single) แต่ในบางกรณีที่ภาพมีขนาดใหญ่มาก เช่น ดวงจันทร์ และมีการหมุนของภาพด้วย การใช้ Multipoint จะทำให้ภาพที่ได้นั้นสามารถประมวลผลได้ ถ้าไม่ใช้วิธีนี้ ภาพที่ได้อาจจะชัดแค่จุดที่ทำ reference เพียงจุดเดียว ส่วนอื่น ๆ เช่นขอบภาพจะเกิดการหมุนรอบจุดที่ทำ reference ก็เป็นได้
• สิ่งที่สำคัญอีกอย่างคือ การเลือก Alignmentboxsize ซึ่งควรจะให้เหมาะกับสิ่งที่เราจะใช้เป็นจุดอ้างอิง เช่นดาวอังคาร ก็ควรใช้กล่องที่ใหญ่กว่าดาวอังคาร (ขนาดของ alignmentbox มีทั้งหมด 32, 64, 128, 256, 512 pixel) ส่วนกรณีที่เลือกขนาด กล่องให้เล็กเกินไป อาจทำให้โปรแกรม Registax งงจนไม่สามารถจับจุด reference ได้ ซึ่งอาการก็คือ ระหว่างการทำ align จะเห็นกล่อง alignmentbox วิ่งไปทั่วจอเลยทีเดียว ในทางตรงกันข้าม ถ้าเลือกมันใหญ่ ๆ เลยหละดีมั้ย คำตอบคือ ถ้าเราได้ทำการถ่ายภาพจากกล้องดูดาวที่ได้รับการจัดเรียงที่ดี ทำให้ภาพไม่เคลื่อนที่ไปไหน กล่องใหญ่นี้ก็จะครอบอยู่ตรงกลางตลอดไป และใช้งานง่าย ด้วย แต่ในความเป็นจริง ภาพที่เราได้มีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอด ซึ่งถ้าภาพดาวเกิดเคลื่อนไปจนใกล้ขอบของภาพที่ได้จาก เวปแคมแล้วนั้น โปรแกรม Registax ก็จะเตือนเราว่าภาพที่ต้องการตกขอบ ซึ่งในบางกรณี เราก็อาจไม่สามารถที่จะทำ image process ต่อไปได้ก็มี
• ส่วนการใช้ alignmentboxsize ที่เหมาะกับภาพแล้วนั้นก็จะมีกล่อง FFT Spectrum มาให้เราดู ซึ่งภาพที่ได้ควรมีความคล้ายคลึงกับรูปที่เป็น reference ของเรา เช่น ดาวอังคารก็ควรเป็นรูปกลม ในบางกรณีที่ถ่ายภาพดาวศุกร์ นั้น ภาพที่ได้อาจเป็นเสี้ยว ซึ่ง FFT Spectrum ก็ควรเป็นอย่างนั้นเช่นเดียวกัน |
 |
|
|
|
• Options ในหมายเลข 6 ก็ไม่ต้องเลือกอะไร ปล่อยให้เป็นกล่องว่างอย่างนั้นทั้งหมด ยกเว้นถ้าอยากเรียงภาพด้วยตัวเองก็เลือก Manual Alignment ครับ แต่คงต้องเตรียมเวลาจัดการรูปของท่านให้เพิ่มขึ้นเป็นอีกซัก 1000 เท่าได้ครับ
• Quality estimator (หมายเลข 7) จริงแล้วขึ้นอยู่กับภาพนะครับ โดยปกติ Gradient จะเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดและใช้ได้กับรูปทุกประเภท ซึ่งงานนี้เรียกว่าเทคนิคใครเทคนิคมันครับ ต้องลองไปทดสอบกันเองครับว่าวิธีไหนเหมาะกับภาพแบบไหนที่สุด แต่อย่างไรก็ตาม ตรงช่อง Lowest Quality เป็นหัวใจสำคัญอีกตัวนึงของการทำ image processing เลยทีเดียว การที่เราตั้ง Lowest Quality ให้สูงมาก ๆ เช่น 95 - 100 % ถ้าภาพที่ได้มาตั้งแต่แรกไม่มีคุณภาพพอ ก็จะทำให้ภาพที่ถูกคัดเลือกมาสำหรับการทำ image processing ในขั้นตอนถัดไปเหลือเพียงไม่กี่สิบภาพจาก ภาพเกือบพันกว่าภาพ !!! ซึ่งในความเป็นจริง ภาพที่คุณภาพประมาณ 90 % ถือว่าเพียงพอแก่การนำไปประมวลผลแล้วครับ
• Processing area (หมายเลข 8) ก็คือพื้นที่ประมวลผลภาพ โดยถ้าเราใช้เวปแคม จะตั้งให้อยู่ที่ 512 pixel ก็เพียงพอ ส่วนในกรณีที่เราใช้กล้องถ่ายภาพอย่างอื่น เช่น DSLR แล้วนำภาพ เดี่ยว ๆ หลาย ๆ ภาพมาประมวลผล อาจเลือกให้อยู่ที่ 2048 pixel ก็ได้.
• แถบเครื่องมือสุดท้าย alignment options, quality filter, general options, additional options นั้นไม่จำเป็นต้องไปแก้ไขอะไรเพิ่มเติมครับซึ่งถ้าอยากจะลองแก้ไข ก็น่าจะเป็นรายละเอียดขั้นสูง แล้วก็เป็น เทคนิคส่วนตัวของแต่ละท่านแหละครับ ซึ่งความเป็นจริงที่สำคัญที่สุด คือ ภาพดิบที่ได้จากกล้องดูดาวครับ ถ้าภาพดิบจากเวปแคมซึ่งถูกอัดมาอยู่ในรูป VDO มีคุณภาพดี การปรับปรุงคุณภาพจากการใช้ image processing ของ Registax ก็แทบไม่จำเป็นจะต้องเซตค่าอะไรอื่น ๆ เพิ่มเติมเลยครับ
• เริ่มการประมวลผลภาพด้วย การกด Align ที่อยู่ทางด้านซ้ายบน ซึ่งท่านจะได้เห็นรูปดังต่อไปนี้ โดยใน Initial alignment running จะแสดงคุณภาพของภาพที่ท่านได้ และจำนวนภาพที่ได้รับการเรียง
|
 |
| |
|
5.3 Optimize ขั้นตอนนี้จะทำการเรียงภาพทั้งหมดเข้าด้วยกัน จากภาพที่มีคุณภาพดีที่สุด ไปยังแย่ที่สุด (จากซ้ายไปขวา) ซึ่งไม่จำเป็นต้องเรียงภาพจาก frame ที่ 1 ไป สุดท้าย แต่อาจเป็นเฟรมที่ 245 ต่อด้วย 111 ฯลฯ ซึ่งภาพที่เรียงต่อกันจะมีความต่างของภาพ โดยขั้นตอนนี้จะทำการปรับให้ภาพเรียงเข้าด้วยกันดีขึ้นอีกชั้นหนึ่ง และการทำ optimize จะคิดเป็นค่า % ทั้งหมด ซึ่งโปรแกรมจะจัดให้จนกว่าภาพที่อยู่ถัด ๆ กันไปมีค่าความต่างไม่เกิน 1 % ดังรูป
|
|
|
5.4 Stack ขั้นตอนนี้ โปรแกรม Registax จะทำการรวมภาพทั้งหมดที่สามารถใช้งานได้เข้าด้วยกันเป็น 1 ภาพ ซึ่งระหว่างนั้นจะขึ้นคำว่า stacking
|
|
|
5.5 Wavelet และแล้วก็มาถึงขั้นตอนสุดท้าย คือ Wavelet ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนการปรับความคมชัดของภาพ ซึ่งขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของแต่ละท่าน แต่การปรับที่ดี ไม่ควรปรับให้ภาพดูเหมือนกระดาษแห้ง ๆ หรือปล่อยให้ภาพที่ได้เบลอ จนไม่เห็นรายละเอียดของภาพ
|
|
|
• เทคนิคที่มักจะใช้คือ การปรับ Wavelet Layer 1:1 ให้น้อย แล้วค่อยปรับ layer 2:1 และ 3:1 ให้เหมาะสม ดังรูป ส่วน contrast และ level จะไปทำการจัดในโปรแกรม Photo shop ต่อไป
|
|

..เมื่อได้ภาพที่ต้องการแล้ว ให้กดปุ่ม Do all แล้ว Save ภาพไว้ เพื่อไปเปิดในโปรแกรม Photoshop ถัดไป..
|
|
5.6 การใช้ Photoshop แต่งภาพ เมื่อเปิดภาพนี้ใน Program Photoshop แล้วนั้น ให้ทำการเลือก image => adjustment => level ดังภาพ
|
 |
ซึ่งจะขึ้นแถบเครื่องมือดังรูป
|
 |
|
•ให้ทำการคลิกที่หลอดจุ่มสี สีดำ ที่อยู่ทางด้านล่างขวา แล้วไปคลิกที่พื้นหลังของภาพดาวที่เป็นสีดำ ซึ่งเป็นการระบุว่าขอบเขตของแสงในภาพนี้เป็นส่วนที่มืดที่สุด (สีดำนั่นเอง) และ คลิกที่หลอดจุ่มสี สีขาว ที่อยู่ทางด้านล่างขวา แล้วไปคลิกที่จุดที่เป็นส่วนที่สว่างที่สุดของภาพ จะเป็นการระบุว่าภาพนี้มีขอบเขตของแสงที่สว่างที่สุดอยู่ตรงไหนดังรูป ซึงกราฟใหม่จะได้ดังรูป
|
 |
|
• เพียงเท่านี้ เราก็จะได้ภาพดาวเคราะห์จากฝีมือของเราเองแล้วครับ เป็นอย่างไรบ้างครับ ใช้งานง่ายไหมครับ หากท่านใดสนใจที่จะลองทดสอบฝีมือว่าท่านเองก็สามารถทำได้จริง ลองเข้าไปที่ link ของเวปต่อไปนี้นะครับ ไปเอาไฟล์ที่ผมใช้เขียนบทความนี้มาลองฝึกประมวลผลภาพกันดูครับ ขอบพระคุณครับสวัสดีครับ..
|
|
|
|
|
|